ภูต ผี ปีศาจ มีจริงไหม?


 

         ตั้งแต่โบราณมา เรามักจะได้ยิน คำว่า ภูตผีปีศาจกระทั่งทำให้เข้าใจว่าเป็นคำ ๆ เดียว แต่จริง ๆ แล้วคนละอย่างกัน คือต้นเดียวกัน แต่ว่าคนละกิ่ง คนละแขนง
            ภูตอย่างหนึ่ง  ผีอย่างหนึ่ง  ปีศาจอีกอย่างหนึ่ง
            มีหน้าตา พฤติกรรม และความสามารถแตกต่างกัน
           นี่แสดงว่า บรรพบุรุษของเราท่านไม่ใช่งมงาย  แต่ท่านมีดวงปัญญาที่สว่างไสวมาก แต่คนในยุคนี้ไม่ทราบความหมายของคำที่ท่านพูดทิ้งเอาไว้  บางคนไปเหมาเข้าใจเองว่า ภูต ผี ปีศาจ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ครุฑ ไม่มีจริง เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นบ้าง หรือปลอมปนกันขึ้นมาบ้าง
            ความจริง ภูต ผี ปีศาจ มีจริง ซึ่งมีกล่าวไว้มากมายในพระไตรปิฎก  เมื่อเรายังไม่ได้พิสูจน์  หรือ พิสูจน์ไม่ได้เพราะทำไม่จริงจังหรือไม่ถูกหลักวิชชา ไม่ควรไปสรุปอย่างนั้น เพราะเรื่องเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้  แต่ต้องพิสูจน์แบบพุทธวิธี  และทุกคนในโลกสามารถพิสูจน์ได้ ยกเว้นบุคคล ๒ ประเภท คือ คนตายและคนบ้า ปัญญาอ่อน  เพราะเขาสูญเสียระบบประสาทการเรียนรู้  แต่ถ้าคนดี ๆ สามารถพิสูจน์ได้ทุกคน ไม่จำกัดกาลเวลา แค่ทำให้ถูกหลักวิชชาอย่างจริงจังก็ทำได้ทั้งนั้น
·       ผี
            ผีก็คืออดีตมนุษย์ มีภพภูมิอยู่ใกล้เคียงกับมนุษย์มาก  แต่เป็นภพซ้อนภพ  คำว่า ผีมีความหมายกว้างมาก  เพราะรวมถึงกายละเอียดในระดับพื้นมนุษย์หลาย ๆ อย่าง เช่น สัมภเวสี ภุมเทวา ยักษ์ วิทยาธร เป็นต้น เราควรมาศึกษาทำความรู้จักกับเพื่อนอดีตมนุษย์บ้าง เราจะได้รู้ว่า ความเป็นอยู่เขาเป็นอย่างไร ทำไมเขาต้องไปอยู่อย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว
·       ผีกระสือ
กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่ง  วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ คือ หลอกลวง ต้มตุ๋น เพื่อนมนุษย์  เช่น นำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริงหรือของโบราณ  ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม  ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน มีความหิวโหยมาก ชอบกินมูตรคูถ ของบูดของเน่าเพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก  โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ
เมื่อพ้นสภาพจากเปรต  หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต  จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่าเหม็น โดยจะเข้ามาสิงคนที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์  และไม่ใช่จะเข้าสิงใครก็ได้  จะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ คือมีวิบากกรรมอย่างเดียวกัน มันถึงจะดูดไปหากันได้
ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า  คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้  แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก บางตนแปลงได้น้อย  บางภูตแปลงได้ ๒ อย่าง ๓ อย่าง ๔ อย่าง บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่  บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น
ภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่  ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้น  เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง ๆ  และขยายขึ้นคลุมต้นไม้  พวกนี้จะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ตามที่เข้าใจ  จะถอดจิตของเจ้าของร่างออกขณะเจ้าของร่างนอนหลับ เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้  จะเห็นเป็นดวงไฟสว่างเป็นสี ๆ  ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ลอยขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อหาอาหาร
ดวงนั้นก็คือดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรม แล้วถูกบังคับให้ออกมา  โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้นไว้  ซึ่งมนุษย์จะเห็นแค่เพียงดวงลอยไปเท่านั้น  แต่มองไม่เห็นตัวภูต
ชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า  เวลากินจะแปลงร่างเป็นภูตก่อน มีรูปร่างคล้าย ๆ คน รูปร่างผอมดำน่าเกลียด  ไม่นุ่งผ้า แต่คนจะมองเห็นแค่ดวง  แต่ตัวก็จะแปลงพรึบขึ้นมาเลย มันจะกึ่งหยาบกึ่งละเอียด แล้วก็กินของเน่าสกปรกด้วยความเอร็ดอร่อย  เพราะวิบากกรรมบังคับ กินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้ มีความเชื่อว่า ถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันได จะทำให้คนที่เป็นกระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อนบ้าง  นี่ก็เป็นเรื่องราวที่เสริมแต่งกันไป
ผีกระสือมีทั้งหญิงและชาย ชื่อนั้นก็แล้วแต่มนุษย์จะสมมติเรียก เช่น ผู้หญิงก็เรียกว่าผีกระสือ  ผู้ชายก็สมมติเรียกว่าผีกระหัง  แต่ผีกระหังไม่มีกระด้งเป็นปีกหรือมีหางเป็นสากตำข้าว อันนี้มนุษย์ก็สมมติกันขึ้นมา
จะมีการสืบทอดจากร่างหนึ่งไปอีกร่างหนึ่งเมื่อวิบากกรรมนั้นยังไม่หมดและมีหลากหลายวิธี  โดยผู้ที่จะมารับสืบทอดต้องมีกรรมชนิดเดียวกัน  ถ้าไม่มีผู้มีกรรมแบบเดียวกัน ภูตก็ต้องตายไปพร้อมกับร่างที่สิงนั้น  คล้ายต้นกาฝากตายพร้อมกับต้นไม้ที่ตนเกาะอยู่ แล้วไปเกิดเป็นอย่างอื่นตามวิบากกรรมต่อ  เหมือนตายจากเปรตมาเป็นภูต  ตายจากภูตก็ไปเป็นอะไรต่ออะไรตามวิบากกรรมที่ทำมา
·       ผีปอบ
ผีปอบ คือ ผีสายยักษ์  อยู่ในสายการปกครองของท้าวเวสสุวัณ  ที่เข้าสิงร่างมนุษย์ก็เพื่ออาศัยร่างมนุษย์กินอาหาร  โดยเฉพาะอาหารดิบ ๆ หรือสัตว์เป็น ๆ เช่น ไปหักคอเป็ดไก่ในเล้ากิน หรืออาศัยร่างเหมือนเป็นร่างทรงเพื่อยกระดับตัวเองว่า มีผู้นับถือมาก ๆ  หรือเพื่อทำร้ายให้เจ็บป่วยหรือตาย  เพื่อที่ว่าตายแล้วจะได้ไปเป็นบริวารหรือสานุศิษย์  หรือตายแทน  เพื่อตนจะได้ไปเกิดใหม่
ไม่ใช่ว่าเข้าสิงได้ทุกคน จะเข้าสิงร่างมนุษย์ที่มีวิบากกรรมทางนี้ คือ อดีตเคยนับถือผีเป็นที่พึ่งที่ระลึกยามมีทุกข์ จนเป็นประเพณีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา มีจิตผูกพันกับผี และกรรมทำปาณาติบาต  ฆ่าสัตว์เซ่นไหว้ผี  บางทีก็ฆ่าสัตว์เล็ก เช่น เป็ด ไก่ บางทีก็ฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย เป็นต้น จึงทำให้พวกนี้มาเข้าร่างได้ 
การเข้าสิงเขาจะกดทับด้วยมนตร์ทำให้ขาดสติ หรือหมดสติไป ขึ้นอยู่กับว่าทับครึ่งตัวหรือว่าเต็มตัว  ถ้าครึ่งตัวก็จะขาดสติ แต่พอรู้อยู่บ้าง  แต่ว่าบังคับตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าเต็มตัวนี่จะหมดสติไม่รู้สึกตัว
·       กำเนิดความเชื่อการนับถือผี เซ่นไหว้ผี
ทำไมคนเราจึงเกิดมาต่างกัน  ทำไมบางคนจึงต้องไปเกิดในหมู่บ้านที่มีคนนับถือผี เลี้ยงผี ที่ไปเกิดตรงนั้น เพราะมีวิบากกรรมหลายอย่าง เช่น  ทำทานมาน้อย มีความตระหนี่  อวดดื้อถือดีจัดจนเป็นนิสัย  เลยทำให้ไปเกิดในหมู่บ้านชาวป่าที่นับถือผี มีการฆ่าสัตว์เซ่นไหว้ผี ตามความเชื่อถือของบรรพบุรุษ
ที่จริงการฆ่าสัตว์ใหญ่สัตว์เล็กเซ่นไหว้ผีนั้น เป็นเพราะความไม่รู้ว่าจะไปพึ่งอะไรในยามที่มีทุกข์ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่รู้สาเหตุมาจากอะไร ก็เลยคิดว่าผีทำจึงทำการเซ่นไหว้ผี  ซึ่งบางครั้งก็หาย  บางครั้งก็ไม่หาย ที่หายเพราะว่าโรคมีน้อยกับหมดกรรม จึงคิดว่าผีช่วย จิตก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องผี ๆ  ตายแล้วก็กลายไปเป็นผีบ้าง  ปีศาจบ้าง  ก็หมุนเวียนวนกันอยู่อย่างนี้
ซึ่งแต่เดิมก็ไม่ได้รู้ว่ามีผีหรือไม่มี เมื่อมีความทุกข์ก็คิดว่า ผีแกล้ง จะต้องเซ่นไหว้ แล้วผีจะช่วย นานวันเข้าเมื่อนับถือผีแล้ว ใจก็ผูกพันอยู่กับผี ตายแล้วก็ไปเป็นผี ต่อมาจึงกลายเป็นเลี้ยงผีจริง  แต่เดิมผียังไม่มี  แต่คิดว่ามี  พอคิดว่ามี ใจก็ไปผูกพันกับความไม่รู้ตรงนี้  เอาของมาเซ่นไหว้ แล้วยิ่งบังเอิญเซ่นแล้วหายป่วย ก็เซ่นไหว้ด้วยการฆ่าสัตว์ทำปาณาติบาตเข้าไปอีก ก็ยิ่งเห็นผิดเข้าไปอีก พอตายไปแล้ววิบากกรรมทำให้ไปเกิดเป็นผีอยู่แถวนั้น
เมื่อความเชื่อสืบทอดมาถึงชนรุ่นหลัง คราวนี้ก็ได้นับถือผีจริง ๆ แต่ผีก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะตัวเองก็ลำบาก อด ๆ อยาก ๆ  ต่อมาผู้ที่ตายก็กลายเป็นผี มีผีบางตนไปพบกับวิทยาธร ก็ขอเรียนมนตร์เรียนไสยเวท ซึ่งส่วนมากมักจะเรียนเพื่อมุ่งทำลายล้างกันเป็นส่วนใหญ่  ก็จะมีวิชาพวกนี้ มากระซิบข้างหู ให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วก็เลยนับถือสืบ ๆ กันต่อ ๆ กันเรื่อยมา
เพราะฉะนั้น คนที่ถูกผีเข้า ผีสิง หรือเกิดในครอบครัวนับถือผี จะพ้นจากกรรมพวกนี้ได้  ต้องเลิกนับถือผี แล้วให้ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย  ทำบุญทุกบุญ ทั้งทาน ศีล ภาวนาให้สม่ำเสมอจนตลอดชีวิต ก็จะพ้นจากกรรมเหล่านี้ได้
ใจผูกพันกับอะไรก็จะไปอยู่กับสิ่งนั้น  ผูกพันกับคนก็ไปอยู่กันคน  ผูกพันกับสิ่งของ ผูกพันกับสัตว์  ผูกพันกับวิชา หรือผูกพันกับสิ่งที่ตัวนับถืออย่างไร มันก็จะไปอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงสอนให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้ผูกพันกับสิ่งใดที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร แต่ให้มาผูกพันกับพระรัตนตรัย  เพราะพระรัตนตรัยเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง
คุณครูไม่ใหญ่


0

เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย


 

วัฒนธรรมองค์กร

            วัฒนธรรมขององค์กรเรา ต้องเริ่มต้นที่การรักการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติธรรม เมื่อนั่งจนใจละเอียดแล้ว คุณยายก็จะบอกเรื่องเป้าหมายของชีวิต เมื่อรู้เป้าหมายชีวิตก็จะรักการฝึกตัว เรื่องความเคารพ เรื่องการทำงานเป็นทีม คุณธรรมอื่นๆ ก็จะตามมาเอง
            สมัยนั้นหลวงพ่อรักการปฏิบัติธรรม จึงแสวงหาครูบาอาจารย์ ต้องนั่งรถเมล์ ๓ ต่อกว่าจะถึงวัดปากน้ำ ไปวัดบ่อย จนคนนึกว่าหลวงพ่อเป็นเด็กวัด เจอคุณยายก็จะปฏิบัติธรรมตลอด แล้วคุณยายก็จะสอนและบอกเป้าหมายของชีวิต
ตลอด ๔ ปีที่มหาวิทยาลัย หลวงพ่อไม่ค่อยได้เรียน แต่เพื่อนเขาชวนทำอะไรก็ทำกับเขา เพราะเราต้องมีสังคม บางทีเพื่อนก็แนะนำผู้หญิงให้ เราก็คุยกับเขา แต่แค่หันหลังก็ลืมแล้ว มันไม่ติดอยู่ในใจ คุณยายก็คอยสอนเรื่องของเป้าหมายชีวิต แล้วท่านก็บอกว่า ผู้หญิงไม่มีอะไร เดี๋ยวก็แก่ ลองคิดดูว่าตอนนั้นหลวงพ่อก็ยังหนุ่มอยู่ ทำไมไม่สนใจเรื่องผู้หญิง ก็เพราะปฏิบัติธรรมมีความสุขในสมาธิ และรู้เป้าหมายของชีวิต
            ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย  เพื่อนเคยถามหลวงพ่อว่า  เคยโกรธบ้างไหม  เพราะเขาไม่เคยเห็นหลวงพ่อโกรธ  เขาทดสอบโดยการเอาน้ำปลามาราดมือ  บางทีเขาขับรถอยู่ข้างหน้า  หลวงพ่อขี่จักรยานอยู่ข้างหลัง  เขาแกล้งเบรกให้หลวงพ่อชนรถเขา  หลวงพ่อก็ไม่โกรธ  เพราะเวลาใจมันมีความสุขอยู่กับสมาธิแล้วก็จะไม่มีอารมณ์พวกนั้น  แต่ไม่ได้หมายความว่า หมดกิเลสแล้ว  เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วเรื่องใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กก็จะเป็นเรื่องนิดเดียว หรือไม่มีเรื่องเลย
            หลวงพ่อทัตตะฯ ก็เหมือนกัน ท่านรักการปฏิบัติธรรม ท่านเริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี  เมื่อมาเจอหลวงพ่อ  หลวงพ่อเล่นปาหี่จนคนวงสุนทราภรณ์ยังต้องมาดู  หลวงพ่อทัตตะฯ ก็มาดูด้วย  ท่านชวนหลวงพ่อกินเหล้า  เพื่อนๆก็พยายามออกตัวให้ว่า ไม่สบายบ้าง ปวดท้องบ้าง แต่หลวงพ่อบอกว่า หลวงพ่อถือศีล ๕
            รุ่นแรกที่สร้างวัดมา ก็เน้นเรื่องการปฏิบัติธรรม มีเป้าหมายแล้วก็ลุยกันไป  คิดถึงแต่ว่าทำอย่างไรจะสำเร็จ ไม่ได้คิดถึงอุปสรรคเลย  คุณยายก็สอนให้ทำงานด้วยกัน ทะเลาะกันได้แต่ห้ามโกรธกัน
            ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมใจก็จะหยาบ เรื่องอื่นก็จะแทรกได้ง่าย จะเบื่อ จะเซ็ง มีการกระทบกระทั่ง ไม่อย่างนั้นก็เรื่องชู้สาว หรือกลับบ้านบ่อย พอกลับบ้านก็ได้ยินปัญหาของทางบ้านก็ลังเล อยากจะออกไปช่วยทางบ้าน มันก็มาอย่างนี้ถ้าไม่รักการปฏิบัติธรรม

ใจของหลวงพ่อมีแต่การปฏิบัติธรรม
สร้างวัดก็เพื่อให้คนมาปฏิบัติธรรม
ทำ DMC ก็เพื่อขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก
ให้คนได้ปฏิบัติธรรมกันทั้งโลก

คุณครูไม่ใหญ่
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2549
ณ อาคารภาวนา




15

คำภาวนา สัมมาอะระหัง

สัมมา  ก็มาจาก มรรค มีองค์ ๘ ตั้งแต่ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกับปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือ มีความเห็นถูกต้อง คิดถูก พูดถูก ทำถูก เป็นต้น เรียกว่า สัมมา คือย่อมาจากอริยมรรคมีองค์ ๘
อะระหัง แปลว่า ห่างไกลจากกิเลส หมายถึงว่า เมื่อเราปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเส้นทางไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า มีข้อวัตรปฏิบัติเรียงไปตามลำดับ ๘ ข้อ ตั้งแต่ เห็นถูก คิดถูก พูดถูก ทำถูก ประกอบสัมมาอาชีวะถูก ทำความเพียรถูก ตั้งสติถูก คือเอาใจเชื่อมโยงกับกระแสแห่งความบริสุทธิ์ภายในถูก กระทั่งเกิดสัมมาสมาธิ
เพราะฉะนั้น สัมมาอะระหัง คือ คิดพูดทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง แล้วเราจะห่างไกลจากความทุกข์ทรมานของชีวิต จากความไม่บริสุทธิ์ ไปสู่ความบริสุทธิ์ หลุดพ้น คือหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ
เหมือนปลาหลุดจากข้องที่ขังอย่างนั้น หลุดพ้นออกไปเลย ไม่ต้องกลับมาสู่ข้องนั้นอีก  เหมือนลูกไก่หลุดพ้นจากกระเปาะไข่ออกมาเป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์  เราก็จะหลุดพ้นจากภพ ๓ ไปสู่ความอิสระ เป็นตัวของตัวเอง  เป็นอยู่ได้ด้วยตัวของตัวเอง  ไม่ต้องพึ่งพิงพึ่งพาสิ่งใดเลย บริบูรณ์ มีสุขตลอดเวลา เป็นบรมสุข สุขอย่างยิ่ง เหมือนดวงอาทิตย์มีแสงสว่างด้วยตัวของตัวเอง มีพลังอยู่ในเอง
คุณครูไม่ใหญ่

 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551
14

ทานบารมี



เกิดมาสร้างบารมี เราก็ต้องสร้างบารมี ซึ่งมีทั้งหมด ๑๐ ทัศ  ข้อที่ ๑ คือ ทานบารมี เป็นเรื่องที่สำคัญ ทำไว้เถิดประเสริฐนัก เราก็จะได้มีโภคทรัพย์สมบัติด้วยอานุภาพแห่งมหาทานบารมีของเรา ซึ่งจะทำให้การสร้างบารมีของเราที่มีอยู่อีกหลายข้อนั้นสะดวกสบาย ง่ายดาย เพราะเรามีอุปกรณ์ในการสร้างบารมี
เมื่อเรามีทรัพย์ก็จะทำให้ลดปัญหาและแรงกดดันในชีวิตที่จะต้องทำมาหากิน ต้องทำมาค้าขาย เราแค่ทำมาสร้างบารมีอย่างเดียวเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ มีทรัพย์แล้ว เราจะได้ใช้ทรัพย์นั้นสร้างทานบารมีต่อ จะสร้างบารมีอื่นก็สะดวกสบาย จะรักษาศีลก็สะดวก จะเจริญภาวนาก็ง่าย

คุณครูไม่ใหญ่
๓ กรกฎาคม พ.. ๒๕๕๐
8

บุญอยู่เบื้องหลังความสุขความสำเร็จในชีวิต


 

บุญเป็นเรื่องของความสุขและความสำเร็จในชีวิต
เป็นทุกสิ่งของชีวิตเรา...ในด้านที่ดี

ตั้งแต่มีรูปร่างครบอาการ ๓๒  แข็งแรง อายุยืน เกิดมาในตระกูลที่ดี  ครอบครัวเป็นสัมมาทิฏฐิ  มีศรัทธา ศีล ทิฏฐิเสมอกัน  มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย  มีอาหารอย่างดีให้เรารับประทาน  มีน้ำให้ดื่ม  ให้อาบ  ให้ล้างหน้า แปรงฟัน มีเสื้อผ้าให้นุ่งห่ม ไม่ต้องไปนุ่งใบไม้  ได้เรียนหนังสือ เจริญเติบโตเรื่อยมา กระทั่งจบการศึกษา ได้ทำงานที่ดี
มียศ มีตำแหน่ง มีฐานะที่ดี มีคนนับหน้าถือตา มีพวกพ้องบริวาร  ญาติสนิทมิตรสหายที่ดีคอยเป็นกำลังสนับสนุนเรา คอยปกป้องผองภัย  บริวารก็เป็นมือเป็นเท้า  ธุรกิจการงานเจริญรุ่งเรือง  ทุกอย่างเหล่านี้เป็นเพราะบุญทั้งนั้น  บางทีเราไม่รู้ที่มา  เพราะเราคุ้นเคย ตลอดในสังสารวัฏ เราหนีเรื่องเหล่านี้ไม่พ้น
เวลาที่จะแข่งขันกัน หรือชิงตำแหน่งสักตำแหน่งหนึ่ง หรือเก้าอี้สักเก้าอี้ ซึ่งมันมีจำกัด ต้องใช้บุญนะ บางคนมีเงิน มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าไม่มีบุญก็ไม่สำเร็จ บุญอยู่เบื้องหลัง
นักมวยขึ้นไปต่อย ก็ยังต้องใช้บุญ เราอาจเห็นว่าเป็นฝีมือ นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น มีฝีมือดี มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบ มีกำลังที่ดี ยังไม่เพียงพอ ต้องมีกำลังบุญ ใช้หมดทุกจุดเลย ไม่มีที่ไหนไม่ได้ใช้ ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า บุญทั้งนั้นแหละ

คุณครูไม่ใหญ่
๒  พฤศจิกายน  พ.. ๒๕๔๕


13

ติดป้าย...วันนี้วันพระ



มีเรื่องหนึ่งน่าชื่นชนอนุโมทนา  กัลยาณมิตรพรเลิศ  ตันมานะธรรม
ท่านได้ไปทำวันพระให้มีความหมายขึ้น  ซึ่งหลวงพ่อนึกไม่ถึง  แล้วก็ดีมาก ๆ คือ
วันโกน (ก่อนวันพระหนึ่งวัน) ท่านทำป้ายตัวใหญ่ ๆ เขียนไว้ว่า “พรุ่งนี้วันพระ” ติดเอาไว้ที่หน้าบ้าน
พอรุ่งขึ้นเป็นวันพระ ท่านก็เอาป้าย “วันนี้วันพระ” มาติดไว้
พร้อมกันนั้นก็ตั้งโต๊ะเล็ก ๆ แล้วนำพระพุทธรูป ดอกไม้ธูปเทียนมาตั้งไว้บนเสื่อ  เผื่อใครมีกุศลศรัทธาก็จะไปกราบไหว้พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่นั้น  ปรากฎว่ามีจริง ๆ ด้วย
สาธุชนผู้มีบุญเดินผ่านไปผ่านมาเห็นเข้า สะดุดตาสะดุดใจ เกิดกุศลจิตขึ้นมาไปคุกเข่าก้มลงกราบ  รู้สึกดีมากเลย  ท่านก็เลยส่งภาพนี้มาให้ดู  เห็นแล้วชื่นอกชื่นใจ
แม้ว่าร้านของท่านติดอยู่กับร้านคาราโอเกะ  แต่ท่านไม่ได้กังวลเลย  เพราฉะนั้นกัลยาณมิตรพรเลิศ  ตันมานะธรรม ทำสิ่งนี้แล้ว ดีมาก  หลวงพ่ออนุโมทนาด้วย 
เทวดาที่เขาดูแลเขตนี้ก็คุยต่อ ๆ กันไป ชื่อเสียงโด่งดังไปในหมู่ของเทวดาชาวสวรรค์แล้ว  ที่วันนี้วันพระ กระตุ้นเตือนจิตใจของชาวพุทธทั้งหลายให้ตื่นตัว เห็นความสำคัญ
ได้ยินว่าที่ต่างจังหวัด มีหลายจังหวัดเริ่มมีการจุดประทีปในวันพระกันแล้ว ในกรุงเทพก็เริ่มแล้วเช่นกัน  ถ้าใครเริ่มจุดแล้ว ก็ขอชื่นชม อนุโมทนาผู้ให้แสงสว่างต่อโลกจ้ะ

คุณครูไม่ใหญ่
๑๙  กันยายน  พ.. ๒๕๔๕


(หมายเหตุ: กัลยาณมิตรพรเลิศ  ตันมานะธรรม ถ้าหากพิมพ์ชื่อนามสกุลไม่ถูกต้อง กราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย / admin)
0

เขาว่า...วัดพระธรรมกายจัดหาเงินเข้าวัดแบบแชร์ลูกโซ่? (ตอน 3)



๓. วัดพระธรรมกายเป็นวัดที่จัดหาเงินเข้าวัดแบบแชร์ลูกโซ่ คนไปหาเดินสายจะได้ค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์  ให้หัวหน้าสายแต่ละคนที่มีเงินเข้าวัดเยอะ

คุณครูไม่ใหญ่:
ขอกราบเรียนพระเดชพระคุณให้ทราบเลยว่า อย่าว่าแต่วัดไม่ให้เงินสักสลึงเลย เขายังต้องเสียเงินมหาศาลเสียอีก  บางคนเอาชีวิตเป็นเดิมพันไปทำงานสร้างบารมี  บางคนถึงกับเสียชีวิต บางคนบาดเจ็บ  แต่ส่วนใหญ่จะเสียทรัพย์ 
ถ้าได้เห็นวิธีการทำงานของทีมงานแต่ละคนที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ มีแต่จะชื่นชมอนุโมทนา
ผู้เฒ่าผู้แก่นั่งรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนไปบนถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อ  ทั้งฤดูร้อน  ฤดูฝน  ฤดูหนาว หัวแดงทีเดียว บางทีหล่นลงมาจากรถก็มี  บางคนไม่สบาย เป็นมะเร็งให้คีโม ผมร่วง ยังออกไปทำหน้าที่ ไปชวนเขาทำบุญ เดินฝ่าเปลวแดดเหงื่อโทรมกายทีเดียว หน้าไม่ได้สวยเลยสักคน  แต่ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดวงใจใสตลอด 
บางคนข้ามน้ำข้ามทะเลไปเกาะกลางทะเลก็มี ห้วย หนอง คลอง บึง ขึ้นเขา ลำบากทั้งลูกพระ ลูกเณร ลูกอุบาสก ลูกอุบาสิกา แล้วก็ลูกทุก ๆ คนนั่นแหละ ที่ออกไปทำหน้าที่  มีวัตถุประสงค์เพียงอย่างเดียว เพื่อจะไปบอกให้ผู้มีบุญที่กระจัดกระจายกันว่า  มาสร้างบุญกันเถอะ  เราเกิดมาสร้างบารมี  มาทำพระนิพพานให้แจ้ง  จะชวนทุกคนให้มาถึงธรรม  ให้เขาได้รู้ว่าในตัวเรามีพระรัตนตรัยในตัว  ให้แสวงหาพระในตัว  อย่าตายฟรีเลย  เพียงเพื่อจะไปบอกเขาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่แบบแชร์ลูกโซ่ และแชร์เป็นยังไง ครูไม่ใหญ่เล่นไม่เป็น ไม่รู้จัก  ได้ยินแต่เขาลงหนังสือพิมพ์  แล้วเขาก็ถวายข้อหาอย่างนี้มาให้
และเงินได้มาก็นำมาทำงานพระศาสนา เพราะทุกอย่างมันมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น  นั่งเฉย ๆ แค่เราหายใจเข้าออกก็เสียค่าใช้จ่ายแล้ว  เพราะเราจะต้องมีชีวิตอยู่จึงหายใจได้  จะมีชีวิตอยู่ได้ต้องมีอาหาร  อาหารไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้า  มันก็มีค่าใช้จ่าย  กว่าจะมาถึงมือถึงท้องได้  มันจ่ายกันมาเป็นระบบมาเลย
และเพราะสงสารผู้มีบุญทั้งหลายจะมาตากแดด ตากลม ตากฝน ก็ทำอาคารให้ง่าย ๆ สร้างง่าย ๆ มีแค่หลังคา มีผนังนิดหน่อย จะได้มาปฏิบัติธรรมร่วมกัน แล้วก็มาช่วยกันทำความสะอาด
ทำไมสร้างใหญ่  ก็คนมาเยอะ  จึงสร้างใหญ่
จริง ๆ แล้ว ครูไม่ใหญ่อยากอยู่เฉย ๆ
อยู่เฉย ๆ ก็หาว่าพระขี้เกียจอีก
กว่าจะคิดโปรเจคก็ยากแล้ว  ออกแบบยากอีก  ไปหาเงินมาสร้างยิ่งยาก  เพราะครูไม่ใหญ่ไม่ได้ออกไปหา  ลูก ๆ ออกไปหาทั้งนั้น  ลำบากกันทุกคน
แล้วเงินกว่าจะได้มาตัวดำตัวแดงในบัญชีก็มากัน  แต่ใบหน้ายิ้มแย้ม  แต่เรารู้ว่าข้างในนะ  หัวใจสีแดง  เพราะตัวแดงมันเยอะ
หาเงินมาก็ยาก มาสร้างก็ยากอีก รักษาก็ยากอีกแล้ว แต่ทั้งหมดนี้เป็นศาสนประโยชน์
ถ้าเป็นโรงเรียน ก็เป็นโรงเรียนสอนวิชชาชีวิต  ก็คล้าย ๆ กับชวนคนไปสร้างโรงเรียนที่สอนวิชาชีพทางโลก เรื่องทำมาหากิน แต่โรงเรียนนี้สอนเรื่องวัฏฏะ  สอนความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนวิชชาชีวิต หรือจะเปรียบเป็นโรงพยาบาลก็ได้  แต่รักษาโรคกิเลสทางใจ  ที่เกิดจากโลภะ  โทสะ  โมหะ
ท่านถามมา ๓ ข้อ ก็เลยถือโอกาสตอบตรงนี้หน่อยนึงนะ

ขอส่งจดหมายถึงลูก ๆ ที่เหนื่อยกันหน่อย
"จดหมายจากตะวัน"

เพราะฉะนั้น ขอยืนยันตรงนี้ว่า  นักรบพันธุ์ตะวันในสมรภูมิแห่งการสร้างบารมี ได้รับเพียงแค่นี้ คือ ความรู้สึกจากใจของครูไม่ใหญ่ให้กับลูก ๆ ทุกคน นอกนั้นไม่มีเลย มีแต่เขาเอามาให้ ทั้ง ๆ ที่เขาสละชีวิต อวัยวะ ทรัพย์ ความสุขในครอบครัว และทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไปทำงานที่อันยิ่งใหญ่  ในการที่จะไปชักชวนผู้มีบุญทั้งหลายได้ทราบข่าวคราวการสร้างบารมี  ให้มาร่วมบุญด้วยกัน  เพราะบุญเท่านั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตในสังสารวัฏ 
ที่ตายไปก็เยอะ บาดเจ็บก็เยอะ  ทรัพย์ไม่ต้องห่วงเลยให้เป็นอาชีพ ครอบครัวเป็นอันดับสองรองจากการสร้างบารมี มันเป็นอย่างนี้นะ นักรบพันธุ์ตะวันได้แค่นี้  เพราะฉะนั้นใครจำไม่ได้ จดเอาไว้  แต่จำไว้ดีกว่าจด แต่ถ้าจำไม่หมด จดเอาไว้ดีกว่า  เขาเรียกว่า “จดจำ”
คุณครูไม่ใหญ่

13 เมษายน พ.ศ. 2547


10

เขาว่า...วัดพระธรรมกายไม่ทรงเอกลักษณ์ความเป็นพุทธ สร้างโบสถ์ไม่เหมือนวัดทั่วไป? (ตอน 2)





2. วัดพระธรรมกาย เป็นวัดไม่ทรงเอกลักษณ์ความเป็นพุทธ เช่น สร้างโบสถ์ไม่เหมือนวัดทั่ว ๆ ไป  ผมคิดว่า เมื่อรวมคนได้มาก ๆ ก็กลายเป็นถือคริสต์  เอาไม้กางเขนไปปักกลางช่อฟ้า


คุณครูไม่ใหญ่:  
ตอนที่ให้สถาปนิกออกแบบ  ได้บอกกับสถาปนิกว่า อยากได้โบสถ์ที่สร้างแล้วแข็งแรง  ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เสร็จเร็ว ประหยัดไม่ต้องใช้เงินเยอะ  เพราะไม่ค่อยมีเงิน ถ้าพังก็ซ่อมง่าย ถ้าสร้างโบสถ์ที่วิจิตรงดงาม มันก็ดีนะ ใจก็ประณีต แต่จะเสียเวลานาน ใช้เงินเยอะ ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เวลาพังก็ซ่อมยาก  เพราะช่างที่เกิดมาสร้าง  ไม่เกิดมาซ่อมอีก  ทีนี้ถ้าเอาคนรุ่นหลังมาซ่อม  มันก็หัวมงกุฎท้ายมังกร  เดี๋ยวจะต่อกันไม่ติด  ก็บอกเขาไปอย่างนี้
เขาก็เลยออกแบบมาให้ดูหลายแบบ  ก็เลือกเอาแบบที่พอใครเห็น  พอจะทนได้บ้างนะ  บางแบบเหมือนจรวดขึ้นไปเลย  ถ้าขืนสร้างตอนนั้น  ป่านนี้ครูไม่ใหญ่ก็แบนแล้ว  แค่นี้เขาก็เอาเสียแบนแล้ว
แบบนี้ตรงสเป็ก เร็ว เรียบง่าย ทำความสะอาดง่าย พังซ่อมง่าย ใช้เงินไม่เยอะ ใช้ประโยชน์ได้เยอะ  จึงได้โบสถ์แบบนี้มา
และจริง ๆ เป็นพุทธ มหานิกาย ไม่ใช่นิกายใหม่  แล้วก็ไม่แยกนิกายด้วย  กำลังให้ไปกราบเรียนทุก ๆ รูปว่า
“พุทธบุตรต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว”

ไม่อยากให้มีนิกายโน้น นิกายนี้ พอดีมีคำว่า ธรรมกาย  เขาไม่คุ้น เพราะว่า แม้ธรรมกายมีอยู่ในพระไตรปิฎก  แต่ไม่มีใครนำมาเปิดเผย  นำมาแสดง เอามาแนะนำกัน  เพราะรู้จักพระธรรมกายแค่เป็นที่รวมหมวดหมู่แห่งธรรม  ไม่เชื่อว่าจะมีหน้ามีตา  เหมือนเป็นนามธรรม  แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านไปค้นพบขึ้นมา  แล้วพระในตัวบอก คือ ธรรมกาย ก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ท่านไม่เคยได้ยิน  แล้วไปค้นในพระไตรปิฎก อ้าว มีคำนี้ด้วย เอาล่ะ คราวนี้สนุกกันใหญ่เลย  เรื่องมันเป็นอย่างนี้


(อ่านต่อ ตอน 3)
2

เขาว่า...วัดพระธรรมกายเป็นวัดทุนนิยมจริงหรือ? (ตอน1)



มีพระกัลยาณมิตรรูปหนึ่ง เขียนจดหมายมา ท่านใช้คำว่า  “ขอแสดงอาบัติ” กับคุณครูไม่ใหญ่  ที่จริงอยากอ่านตามลำพัง แต่มีหลายข้อที่ท่านเขียนมา  อาจจะไปตรงกับใจใครบางคน  จะได้ถือโอกาสตรงนี้ชี้แจง ทำความเข้าใจกันสักนิด
ที่จริงถึงไม่ได้แสดงอาบัติ หรือมาขอขมาอะไร ก็ให้ไปหมดแล้ว  เพราะครูไม่ใหญ่อยากจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีเวร  ไม่มีภัยกับใคร  อยากจะไปอย่างสบาย ๆ ใจใส ๆ แต่นี่ก็เป็นความงามของพุทธบุตรที่ท่านเมื่อมีความรู้สึกที่ดีเกิดขึ้นแล้ว ท่านจะแสดง ไม่ปกปิด จะเปิดเผย เพื่อความบริสุทธิ์บริบูรณ์  เพราะท่านมีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย
นี่ก็เป็นสิ่งที่ท่านเขียนมาก็จะอ่านย่อ ๆ ท่านบอกว่า
ท่านเคยมีอคติในใจ  ที่ยังไม่กล้าบอกกับใครในส่วนลึกก้นบึ้งหัวใจ  ซึ่งอาจจะไปตรงกับความคิดของคนอื่น ๆ ที่มีต่อวัดพระธรรมกาย ก็พูดง่าย ๆ กับครูไม่ใหญ่นั่นแหละ  แต่เขามักจะเหมารวม ๆ เป็นวัดพระธรรมกาย ไม่รู้เป็นยังไง
ที่จริงว่าครูไม่ใหญ่โดยตรงจะดีกว่า เพราะว่าพระธรรมกาย บาปนะ  ว่าครูไม่ใหญ่ไม่เป็นไร เพราะไม่ถืออยู่แล้ว  ไม่เอาเรื่องเอาราวกับใคร มันไม่มีเวลาจะไปคิดเรื่องเหล่านี้  นี่ก็ใกล้จะตายแล้ว อยากได้บุญ อยากจะทำงานพระศาสนา เพราะคำว่า ธรรมกาย เป็นคำสูง หมายถึงพระพุทธเจ้าที่อยู่ภายในตัว หมายถึงพระรัตนตรัย  เพราะฉะนั้นคำนี้ ถ้าใครรู้สึกไม่ชอบหน้าครูไม่ใหญ่ ก็ขอให้ใช้ตรง ๆ เลย ธัมมชโยบ้าง  อย่างนั้น อย่างนี้ อะไรก็ว่ากันไปเถอะ
1. วัดพระธรรมกายเป็นวัดทุนนิยม เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นทางวัดจะหาวิธีแก้ด้วยเงินอย่างเดียว

คุณครูไม่ใหญ่:
ไม่ใช่วัดทุนนิยมนะ  เป็นวัดบุญนิยม  คือ นิยมเรื่องสร้างบุญ สร้างบารมี  ถ้าจะบ้าก็บ้าเรื่องนี้แหละ บ้าสร้างบุญ สร้างบารมี ชวนเขาไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ

(อ่านต่อ ตอน 2)

3

นรกสวรรค์...มีจริง



เรื่องบุญต้องทำไว้
ถ้าตายแล้วสูญก็เจ๊ากันไป
แต่ถ้าเกิดตายแล้วไม่สูญ
เราจะมีความสุขในสุคติโลกสวรรค์
Law of karma หรือ กฎแห่งการกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ เป็นเรื่องที่เราควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัว เราคิด เราพูด เราทำ ล้วนมีผลทั้งสิ้น ศึกษาเอาไว้เราจะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบัน
อย่าเพิ่งไปสรุปว่า นรกสวรรค์เป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีจริง มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลย เพราะทุกการกระทำนั้นจะมีผลโยงไปถึงภพภูมิหลังความตายทั้งสิ้น

กฎหมายเรายังหลีกเลี่ยงได้บางครั้ง
แต่กฎแห่งกรรมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในน้ำ บนบก ยอดเขา ในอวกาศ ดวงดาวต่าง ๆ ตราบใดที่เรายังมีกายและใจ มันก็ติดตามตัวเราไปเหมือนเงาตามตัว ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้
อย่าไปสรุปว่า นรกสวรรค์ไม่มี  เพราะเราไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่เคยเห็นใครเห็น แล้วสรุปว่า ไม่มี ไม่ได้ เพราะบางอย่างที่เราไม่เห็นไม่ได้แปลว่า ไม่มี เพราะคนที่เขาเห็นมีอยู่
เหมือนคนตาบอดกับคนตาดีไปยืนกลางแจ้ง คนตาดีบอก “ดูนั่นสิดวงตะวัน” คนตาบอดบอก “ไม่มี” เพราะว่าตัวเองไม่เห็น อย่างนี้ก็ไม่ถูกต้อง และอย่าพูดว่า พิสูจน์ไม่ได้ แต่เพราะยังไม่ได้พิสูจน์ แล้วจะพิสูจน์อย่างไรก็มีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทำตามอย่างนั้น หรือง่ายที่สุดก็ทำตามที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านสรุปมาให้ หยุดเป็นตัวสำเร็จ นั่นแหละ ก็ทำอย่างนั้น แล้วเราก็จะได้รู้...ดังนั้นอย่าเพิ่งบอกว่า พิสูจน์ไม่ได้ แต่เพราะเรายังไม่ได้พิสูจน์
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งรีบตาย ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ และต้องเผื่อเหนียวเอาไว้ ด้วยการละชั่ว ทำความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส พึงทำไว้เถิดประเสริฐนัก

คุณครูไม่ใหญ่
๓  มิถุนายน พ.. ๒๕๕๑


14