วันวาเลนไทน์..วันแห่งความรักสากล



ใกล้ถึงวันวาเลนไทน์ ๑๔ กุมภาพันธ์ ซึ่งคนไทย โดยเฉพาะเยาวชนไทยก็พลอยเห่อตามเขาไปด้วย จริง ๆ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย
วันวาเลนไทน์จริง ๆ เป็นวันแห่งความรักสากล คือรักมนุษย์ทุกคนในโลก  ด้วยความปรารถนาดี  ไม่มีกิเลสตัณหาราคะเข้ามาเกี่ยวข้อง  เป็นความรักเพื่อนมนุษย์ของผู้ที่มีใจสูงส่ง อยากให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข  ให้รักกัน  ไม่ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ขัดแย้งกัน  ทรัพยากรที่มีจำกัดอยู่ในโลกนี้ก็แบ่งปันกัน
แต่ปรากฏว่า เขาเอามาแปลจนเพี้ยน แปลเข้าข้างกิเลสในใจ จากเดิมเขาตั้งมาเพื่อความบริสุทธิ์ของกายวาจาใจ  กลายเป็นวันที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งกายวาจาใจ จนเดี๋ยวนี้ระบาดกันใหญ่เลย กลายเป็นเรื่องของการชิงสุกก่อนห่าม แล้วก็ย่อหย่อนในการที่จะไปป้องกันปราบปราม หรือไปให้ความรู้
ปราบปรามผู้ที่ใช้สื่อสีคล้ำ คือนำสิ่งไม่ดีผ่านสื่อ สื่อแต่เดิมเป็นสื่อสีขาว กลายเป็นสื่อสีคล้ำ แล้วเยาวชนเพิ่งเกิดมาใหม่ในโลกนี้ ยังแข็งแรง เขาจะต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะแยะ ก็นึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  เพราะผู้ใหญ่ไม่เห็นห้ามกัน ไม่ปรามกัน ก็ย่อหย่อนกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมันไม่ไหว ไม่ไหวก็เลยคิดจะมาปราบกัน ก็ปราบไม่ไหว
ในที่สุดก็หาวิธีป้องกัน ด้วยวิธีสอนเพศศึกษาในโรงเรียนต่าง ๆ ครูไม่ใหญ่อายจังเลย อายแทนปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ แล้วก็เทวดาทั้งหลายบนผืนแผ่นดิน กระทั่งไปขายถุงยาง แจกถุงยาง ยืนแจกก็มี ยืนขายก็มี แล้วแถมโปรโมชั่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ มันจะไปกันใหญ่แล้วนะ ครูไม่ใหญ่ว่ามันไม่ถูกต้องเลย
ถ้าหากว่า บ้าน วัด โรงเรียนให้ความร่วมมือด้วย คือ ผู้ปกครองที่บ้านก็กวดขัน ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยมาจากการทำมาหากินก็ตาม แต่นั่นคือลูกหลานของเรา ซึ่งต่อไปคืออนาคตของชาติ เป็นตัวแทนของวงศ์ตระกูล จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาติ สังคม ประเทศชาติ และมวลมนุษยชาติ ต้องกวดขัน
โรงเรียนครูบาอาจารย์ ต้องเป็นประดุจพ่อแม่คนที่สอง ต้องรักเขาเหมือนลูกแท้ ๆ แม้ไม่ได้ให้กำเนิดก็ตาม ก็ต้องคอยปกป้องเอาจริงเอาจัง โดยเริ่มต้นจากที่ครูก่อน
ครูต้องเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดี เป็นตัวอย่างดี ๆ ให้นักเรียนดู ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เจ้าชู้ ไม่เล่นการพนัน แล้วก็มีความรู้ ได้ชี้โทษ ชี้ภัย ทั้งในปัจจุบัน และในวัฏสงสาร อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไปศึกษาหาความรู้มา แล้วก็มาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ ด้วยความรักเหมือนลูกแท้ ๆ แม้ไม่ได้ให้กำเนิดก็ตาม ต้องร่วมมือกันอย่างนี้
พระก็ทำหน้าที่เป็นผู้สอนศีลธรรม ต้องนำความรู้เรื่องกฎแห่งกรรมมาพูด เอามาสอนกันทุกวัดเลย ถ้า บ้าน วัด โรงเรียน ผู้บริหารอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทางราชการร่วมมือกันทั้งหมด มันง่าย มันไม่ได้ยากหรอก แก้ได้
คุณครูไม่ใหญ่
2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549


0

ใครไม่มาสวดธรรมจักร...แหม่ ! เสียดายจัง



พระมหาธรรมกายเจดีย์
พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์
...สำคัญนะ

เป็นแหล่งแห่งความบริสุทธิ์
จิตของผู้ที่ไปสวดธรรมจักร
จะบริสุทธิ์ตามไปด้วย

เป็นลานธรรม
ที่เป็นที่พึ่งทางใจ
ทำให้คิดดี พูดดี ทำดี

พอหายใจเข้า...
เอาความบริสุทธิ์เข้าไป
หายใจออก...
เอาความไม่บริสุทธิ์ออกมา

ใครไม่มาสวดตรงนี้นะ
แหม่... เสียดายจัง


ทบทวนโอวาทคุณครูไม่ใหญ่

0

บางที..ความรัก..ก็มีปัญหานะ..เยอะด้วย


อีกเรื่องที่ผมอยากจะกราบเรียนถาม ๖-๗ ปีที่ผ่านมา ผมกำลังศึกษาใน
ระดับปริญญาโท ช่วงนั้นผมและภรรยามักจะทะเลาะกัน ไม่พูดกัน แต่ก็คืนดีกันโดยใช้เวลาไม่นาน
ภรรยาของผมคงมีผลบุญที่เธอทำไว้ดีแล้ว เธอจึงปีติยินดีต่อการสร้างบุญ สร้างบารมีอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้เธอปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์ตามธรรมชาติของสามีภรรยา แต่ผมยังลดเลิกเรื่องแบบนั้นไม่ได้ ภรรยาของผมเธอมักบอกว่า เหนื่อย อยากพักผ่อน วันนี้หรือวันไหน ๆ เธอก็ไม่ค่อยสบาย พูดง่าย ๆ ไม่สบายทั้ง ๗ วัน หรือก็เลี่ยงตอบว่า เออ เราก็รักกันแล้วไม่ต้องอะไรก็ได้นะ จนผมเกิดอาการฟุ้งซ่าน หงุดหงิด โกรธง่าย
ช่วงนั้นอินเตอร์เน็ตกำลังฮิต ผู้คนจะใช้เป็นแหล่งค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งมีทุกประเภท รวมทั้ง Web site ประเภทลามกอนาจาร ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าไปอยู่ใน Web site ดังกล่าว
ซึ่งผมก็พยายามจะตัดเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน แต่ก็ยังทำไม่ได้ เหมือนกับว่า บุญก็ทำ กรรมก็ก่อสร้าง พยายามนั่งสมาธิ ผลก็ยังไม่ก้าวหน้า ทำให้ผมเข้าไปเล่นอินเตอร์เน็ตใน Chat room เพื่อหาเพื่อนคุย ฟุ้งซ่านจนเก็บเอาไปฝันว่า ได้รู้จักเพื่อนหญิงคนใหม่จนมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับเธอผู้นั้น
ผมตกใจมาก แม้จะเป็นเพียงความฝันก็รู้สึกผิด พยายามลืมและข่มอารมณ์นี้ เพราะผมรักภรรยามาก กลัวเธอจะคิดมากและเสียใจ จึงเลิกเล่น chat room อย่างเด็ดขาดนับแต่นั้นเป็นต้นมา
อยากให้คำแนะนำว่า เมื่อใดที่ลูกหลานใช้อินเตอร์เน็ต จะต้องเฝ้าดูแลการใช้งานอย่างเต็มที่ เพื่อมิให้หลงทางไปพบ Web site ที่เป็นแหล่งอบายมุขที่ไม่ดีงาม เราสามารถป้องกันลูกหลานได้ เพราะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยสอดส่องการใช้งานได้อย่างถูกต้อง ถูกวิธี และดีที่สุด คือส่งเสริมให้ทุกครอบครัวชมดาวธรรม เพราะ DMC ช่องนี้ช่องเดียวมีคุณครูไม่ใหญ่ให้ความรู้ของชีวิต ดีกว่าสื่อที่อยู่ในโลกนี้
ผมไม่อยากให้วิบากกรรมของผมมาเป็นตัวฉุดรั้งการสร้างบารมีของภรรยา ผมรักเธอมาก ผมอยากให้ครอบครัวเราเป็นครอบครัวสวรรค์ เพื่อร่วมสร้างบารมีไปด้วยกันครับ

คุณครูไม่ใหญ่:

เรื่องความต้องการทางธรรมชาติ ระหว่างสามีภรรยานั้น ก็ไม่ได้มีหรือเป็นวิบากกรรมอะไร และมนุษย์ก็ต้องเกิดมาจากบิดามารดา เพราะฉะนั้นการที่ลูกทั้งสองเป็นคู่บุญ คู่บารมี สั่งสมบุญมาด้วยกัน แล้วมาอยู่ร่วมกันอีกก็เป็นเรื่องปกติ
ก็เป็นเรื่องที่ลูกทั้งสองต้องไปคุยกัน ทำความเข้าใจกันให้ดี ซึ่งก็มีตัวอย่างให้ลูกได้ศึกษา เพราะบางบ้านปลดจานดาวธรรมออกเลยนะ ก็แม่บ้านมัวดูแต่จานดาวธรรม แต่พ่อบ้านดูจอมุ้งอะไรอย่างนี้ ก็ต้องดูให้ดี ปรับให้พอดี ๆ
ดูตัวอย่างนางวิสาขา เป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาแต่งงาน พระโสดาบันคือพระอริยบุคคลนะ ยังต้องครองเรือน แล้วมีลูกด้วยกัน ของลูกมีแค่ ๒ คน แต่นางวิสาขามหาอุบาสิกามี ๒๐ คน ผู้ชาย ๑๐ ผู้หญิง ๑๐
นางวิสาขาท่านเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี และทำหน้าที่ได้ดี ท่านแยกออกระหว่างกายมนุษย์กับเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติของสามีภรรยา ที่ถูกศีลถูกธรรม ถูกขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมอันดี ที่มีผัวเดียว เมียเดียว แล้วก็ถูกกฎหมาย
ถ้าหากว่าท่านไปฝืนสิ่งเหล่านั้น มันก็จะเกิดความขัดข้อง ทำให้การมาสร้างบารมีลำบาก ท่านถือว่าเป็นเรื่องของกายมนุษย์ แล้วก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสามีภรรยาทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นพระโสดาบัน ท่านยังทำอย่างนี้ ลูกทั้งสองก็ไปศึกษากันให้ดี และปรึกษากัน
บางคู่ทำได้ ถ้าทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่า เราจะประพฤติพรหมจรรย์ หลังจากเรามีบุตรกันมาแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพระอรหันต์ในบ้าน เป็นพรหมของลูกแล้ว มีผู้สืบสกุลแล้วว่า ต่อจากนี้ไป เราจะอยู่กันเหมือนพี่ เหมือนน้อง ซึ่งเราก็มีตัวอย่างนี้เหมือนกัน คือ
นางภัททิกาปิลานี กับปิปผลิมาณพ อยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยากันมาเป็นแสนชาติ ไม่เคยพลัดพรากจากกันเลย เป็นผัวเดียวเมียเดียวอย่างนี้ต่อเนื่องกันมาตลอดแสนชาติ จนกระทั่งชาติสุดท้าย แต่งงานกันแต่อยู่ด้วยกันแบบพี่กับน้อง เวลานอนก็จะเอาพวงมาลัยดอกไม้มาอธิษฐานจิตร่วมกัน แล้ววางไว้ตรงกลางระหว่างทั้งสองว่า ถ้าใจเรามีความรู้สึกฉันสามีภรรยาก็ให้ดอกไม้เหี่ยว แต่ถ้าหากไม่มีก็ขอให้ดอกไม้สดชื่นตลอด ปรากฏว่า สดชื่นตลอดเวลาเลย และในที่สุดบารมีเต็มเปี่ยมก็ออกบวชด้วยกันทั้งคู่ ถึงเวลาแยกกันไปออกบวช เกิดแผ่นดินไหวนะ
นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ลูกก็ต้องศึกษาดูว่า ลูกจะอยู่ประเภทไหน บางคู่ก็ทำได้ แต่
บางคู่ก็ยาก
ถ้าจะประพฤติพรหมจรรย์ ก็ทำกันก่อนแต่ง แล้วมาบวชเสีย อย่างนั้นถึงจะถูกหลักวิชชา แต่ถ้าหากว่า แต่งงานกันแล้ว เราก็ต้องเข้าใจว่า เราพร้อมเสมอที่จะมีธรรมเนียมปฏิบัติแบบสามีภรรยา
หรืออีกวิธีหนึ่ง  จะทำอย่างนางอุตตราก็ได้  จ้างนางสิริมาซึ่งเป็นหญิงงามเมืองให้มาปรนนิบัติสามีแทนตน  ฝ่ายภรรยาก็จะได้เลี้ยงพระ ประพฤติพรหมจรรย์ในช่วงนั้นๆ ได้ เอาอย่างนี้ก็ได้ ถ้าไม่หึงนะ หรือเรียกว่าใจกว้าง ก็เอาแบบนางอุตตรา อันนี้ก็ต้องศึกษา ซึ่งแล้วแต่ลูกจะเลือกเอาแบบไหน ต้องไปหารือกัน
เพราะว่าบางทีภรรยา เมื่อมีลูกด้วยกันแล้ว เข้าวัดแล้ว ศึกษาธรรมะก็เกิดเบื่อหน่ายในสิ่งนี้ แต่ทีนี้ผลไม้มันสุกไม่พร้อมกัน ฝ่ายชายอินทรีย์ยังอ่อน ยังตามไม่ทัน ก็เลยหงุดหงิด ทีนี้ ภรรยาอยากประพฤติพรหมจรรย์ และไม่อยากให้สามีมีเมียน้อย ไอ้สองอย่างนี้จะมาอยู่ด้วยกันยังไง ฉันอยากให้เธอมีฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่ยอมเป็นของเธออะไรอย่างนี้ ฟังแล้วมึนหมือนกัน มันอย่างนี้ มันมีอยู่ ของประเภทผู้ที่เข้าวัดนี่
เพราะฉะนั้น เมื่อผลไม้มันสุกไม่เท่ากัน ก็ต้องไปหาทางออกอย่างอื่น ซึ่งเป็นทางมาแห่งปัญหาของครอบครัวอีก ฝ่ายหญิงต้องเข้าวัด ประพฤติพรหมจรรย์ สั่งสมความดี ก็มารำพึงให้ครูไม่ใหญ่ฟังนี่ มันเรื่องจริง ๆ นะ เอ๊ะ ทำไมบุญไม่เห็นช่วยเลย บุญน่ะช่วย แต่เธอต้องช่วยด้วย ช่วยทำความเข้าใจด้วย
ก็ต้องไปคุยไปหารือกันนะลูกนะ ซึ่งมันก็มีทางออก ที่ครูไม่ใหญ่เคยเสนอแนะ วันพระเราเว้น แล้วเราก็เพิ่มได้ วันโกนก่อนวันพระ แล้วหลังวันพระอีกวันเขาเรียกว่า วันรับ วันจริง วันส่ง ๓ วัน หนึ่งเดือนมี  ๔ วันพระ ก็เป็น ๑๒ วันแล้ว วันเกิด สมมติเราเกิดวันพุธ อีกฝ่ายเกิดพฤหัส วันพุธวันพฤหัสก็เว้นอีก ๒ อีก ๔ ก็เป็น ๘ ๘ บวก ๑๒ ก็ ๒๐ ถ้าเราจะเผื่อให้พ่อวัน แม่วันหรือให้ลูกเราอีกคนละวัน ก็ไปหารือกันสิ เรื่องเหล่านี้ลูกทำความเข้าใจกันได้ ไปหารือกัน แล้วจะเป็นครอบครัวสวรรค์

คุณครูไม่ใหญ่
20 เมษายน พ.ศ. 2548


1

การเลือกคู่ชีวิต



การคบแฟน 
แฟน แปลว่า แค่เพื่อนนะ
...ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น
ต้องดูใจกันก่อน  
เมื่อแต่งงานกันแล้ว...ค่อยไปดูตัว

คนโบราณ ท่านให้หลักในการเลือกคู่น่าสนใจทีเดียว
“รูปสวย รวยทรัพย์ นับวิชา มารยาท ชาติผู้ดี มีศีลธรรม”
รูปสวย  รูปหล่อไหม สวยไหม
รวยทรัพย์ รวยไหม ถ้าไม่รวยมันจะมีแรงกดดัน สงครามเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นภายในบ้าน
นับวิชา เขามีวุฒิทางการศึกษาอย่างไร
มารยาท เป็นอย่างไร เข้าผู้หลักผู้ใหญ่ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนไหม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องดู 
ชาติผู้ดี  ดูตระกูล ที่เขาสืบทอดชาติผู้ดีหรือเปล่า สืบดู ปู่ของปู่ของปู่ ๆ เป็นคนที่มีศีลมีธรรมไหม รักพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมชาวพุทธ รักเดียวใจเดียวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้
มีศีลธรรม และดูต่อไปว่า คนที่เราคบมีศีลธรรม เหมือนบรรพบุรุษเขาไหม
ดูช้างให้ ดูหาง ดูนางเขาให้ดูใจก่อน ใจนางเหมือนดั่งทางรถหรือเปล่า
อย่าลืมว่า เรากำลังจะเลือกพ่อของลูก หรือแม่ของลูกนะ และเลือกคู่ชีวิตที่จะมาอยู่เคียงข้างเราที่จะสร้างบารมีร่วมกัน มีศรัทธา มีศีล มีทิฐิ เสมอกันหรือเปล่า ศรัทธาในพระรัตนตรัยเหมือนกันไหม ศีล ๕ มีเหมือนกันไหม แล้วเป็นสัมมาทิฐิเหมือนกันหรือเปล่า เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ไม่ใช่ประโยชน์ เหล่านี้ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น เราต้องดูใจกันก่อน เมื่อไรที่ทำถูกหลักวิชชา แต่งงาน จดทะเบียนกันเรียบร้อยแล้ว ตัดสินใจจะเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว จึงค่อยดูตัว
และดูใจ ก็ต้องดูกันไปนาน ๆ เพราะถ้าดูแค่ประเดี๋ยวประด๋าว มันสร้างภาพกันได้ คือจะให้เขารักเรา มันก็ทำตัวให้น่ารัก เพราะฉะนั้นต้องดูกันนาน ๆ ดูตอนเขาเผลอ ดูไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีระยะ อย่าให้ข้าศึกบุกกระชั้นชิด  เราต้องใช้พลังสตรี หรือพลังยันออกไปก่อน อย่าฟ้าวเด้อ
แล้ววัฒนธรรมทดลองอยู่กันก่อนแต่ง อย่างนี้ไม่ถูกต้อง
ไม่ใช่ทดลองวิทยาศาสตร์  นั่นมันเอาจริงแล้ว
แปลว่า ยังไม่เข้าใจว่า การที่คนเรารักกันเพื่ออะไร
ชีวิตคู่ไม่ใช่ของลองเล่น แต่เป็นสิ่งสูงส่ง เป็นเรื่องสำคัญ ศักดิ์สิทธิ์
สำคัญที่เราจะให้เป็นทางผ่านมาของกายละเอียดมาเป็นมนุษย์มาสร้างบารมี และยกฐานะของเราขึ้นไปเป็นพ่อแม่ ที่เหนือจากการเป็นภรรยาสามี มันต้องมีขั้นมีตอน
เป็นคู่รักกัน เป็นสามีภรรยา และก็เป็นบิดามารดา เป็นครู  เป็นเทวดา กระทั่งเป็นพระพรหม พระอรหันต์ในบ้าน ถูกยกระดับตรงโน้น  มันต้องมีขั้นตอน อย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา
คุณครูไม่ใหญ่
19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


1

รักษาศีล 5 ทุกคนทำได้



วิธีดึงคนกลับคืนสู่ศีลธรรมนั้น ต้องเว้น 5 อย่าง คือ
1.   ไม่ฆ่า
2.   ไม่ลักทรัพย์
3.   ไม่ประพฤติผิดในกาม
4.   ไม่พูดปด
5.   ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่สูบ ไม่เสพ
ซึ่งปกติเราก็เว้นสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ตอนที่เรานอนหลับ
เหลืออีก 10 กว่าชั่วโมงตอนเราตื่น เราก็มาทำตรงนี้เพิ่ม ซึ่งมันง่ายมากเลย เพียงเราทำคล้ายๆ ตอนที่เรานอน แต่ทำตอนมีสติ ต่อวันเราทำเพิ่มเพียงแค่นี้ เดี๋ยวก็จะถึงเวลานอนอีกแล้ว ถึงเวลาตื่น เราก็ทำต่อตรงนั้นอีก เห็นไหมว่า มันง่ายมาก
ทำเพียงแค่นี้ แล้วสิ่งดีๆ ที่น่าอัศจรรย์ ก็จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายในยุคของเรา
คุณครูไม่ใหญ่
18 ธันวาคม พ.ศ. 2557


0

วันมาฆบูชามหาสมาคม



วันมาฆบูชามหาสมาคม ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งของโลก และเป็นวันประวัติศาสตร์ของการเริ่มต้นเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างมีระบบระเบียบ แบบแผน
เมื่อราว ๒,๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการประชุมใหญ่ของพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ในวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ เราเรียกการประชุมครั้งนั้นว่า จาตุรงคสันนิบาตซึ่งพระอรหันตสาวกได้มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายทางวาจา แต่ต่างก็รู้กันด้วยใจของพระอรหันต์ผู้หมดกิเลส ทรงอภิญญา ท่านสามารถรับรู้ได้ด้วยญาณทัสสนะของพระธรรมกายอรหัตผล และพระขีณาสพทุกรูป ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือผู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการอุปสมบทให้ด้วยพระองค์เอง
ในการประชุมวาระพิเศษครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นประธาน และทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ให้กับพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ซึ่งเป็นหลักธรรมคำสอนแม่บทในพระพุทธศาสนา อันจะนำพาชีวิตของผู้ที่ได้นำคำสอนนี้ไปประพฤติปฏิบัติ ให้บังเกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต กระทั่งทำให้สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้
พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยได้ตรัสถึงอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการในการเผยแผ่ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
อุดมการณ์ คือ ความตั้งใจอันสูงส่งที่ต้องยึดมั่นเอาไว้ในใจ เพื่อให้การเผยแผ่บรรลุถึงจุดหมายอย่างมีประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งในเบื้องต้นจะต้องมีขันติ ดังพระดำรัสที่ว่า
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ความอดทน อดกลั้น เป็นตบะธรรมอย่างยิ่ง ต้องอดทนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย คือนิพพาน เนื่องจากท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยม และในระหว่างที่มุ่งไปสู่นิพพานต้องไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร ดังพุทธพจน์ ที่ว่า
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต บรรพชิตผู้ฆ่าสัตว์อื่น เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าสมณะเลย
เอตัง พุทธานะสาสะนัง นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ซึ่งการที่จะประพฤติปฏิบัติตามคำสอน จนกระทั่งทำพระนิพพานให้แจ้งได้นั้น จะต้องมีความอดทนเป็นพื้นฐาน ตั้งแต่ต้องอดทนต่อความยากลำบาก อดทนต่อการกระทบกระทั่ง อดทนต่ออำนาจกิเลสที่มาเย้ายวน และอดทนในการฝึกฝนอบรมใจให้หยุดนิ่ง ความอดทนเป็นคุณธรรมเบื้องต้นที่จะต้องสั่งสมอบรมให้มาก เพื่อก้าวข้ามพ้นวัฏฏะไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน เพราะท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ทรงสรรเสริญว่า พระนิพพานเป็นเยี่ยมที่สุด และเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกชีวิต ซึ่งการที่จะบรรลุพระนิพพานได้นั้นจะต้องเจริญสมาธิภาวนาให้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะภายใน ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ เมื่อได้เข้าถึงพระรัตนตรัย แล้วจะได้เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ชาวโลก
และให้พึงสังวรระวังว่า ในขณะที่ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร ไปชักชวนคนมาสร้างความดี อย่าได้ไปเบียดเบียนบังคับใครเพื่อให้เขามาเชื่อ หรือมาตามเรา ให้เขาใช้สติปัญญาใคร่ครวญดูด้วยเหตุผลไปตามความเป็นจริง และตัดสินใจเชื่อด้วยตัวเอง ซึ่งบรรพชิตหรือนักสร้างบารมีที่ดีควรจะทำอย่างนี้ ที่กล่าวมานี้ คือคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคต พระองค์จะสอนตรงกันหมด
หลักการในการเผยแผ่ ซึ่งเป็นหลักวิชชาชีวิตที่สำคัญ ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นด้วยการละชั่ว ทำดี ทำใจให้ใส ทรงมีพระพุทธดำรัสว่า
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว
เอตัง พุทธานะสาสะนัง นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
หลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญ ที่พุทธบริษัททั้ง ๔ จะต้องนำไปใช้ในชีวิตจริง และเอาไปแนะนำชาวโลก โดยยึดมั่นหลัก ๓ ประการ คือ ให้เว้นจากความทุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ ให้ประกอบแต่สุจริตธรรม ด้วยกาย วาจา ใจ และต้องทำใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ
พูดง่ายๆ คือ ให้หักดิบเลิกทำความชั่วทุกชนิด ตั้งใจทำแต่ความดี มีทาน ศีล ภาวนา ประพฤติอ่อนน้อม ขวนขวายในกิจที่ชอบ อุทิศส่วนกุศล อนุโมทนาบุญ ฟังธรรม ให้ธรรมทาน และทำความเห็นให้ตรงต่อหนทางพระนิพพาน โดยเฉพาะให้หมั่นเจริญสมาธิภาวนาทุกวัน อย่าได้ขาด
วิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องสมบูรณ์ เป็นหนทางไปสู่การมีชีวิตที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ
อนูปะวาโท  ไม่ให้ไปว่าร้ายใคร
อนูปะฆาโต  ไม่ให้ไปทำร้ายใคร
ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร  ให้สำรวมในศีล ถ้าเป็นบรรพชิตก็สำรวมในพระปาฏิโมกข์
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง  ให้รู้จักประมาณในการบริโภค
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง  ให้อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
อะธิจิตเต จะ อาโยโค  ให้หมั่นประกอบความเพียรในอธิจิต
เอตัง พุทธานะสาสะนัง  นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
พระพุทธโอวาทนี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติตาม สามารถล่วงพ้นความทุกข์ เข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้ และทำให้ก้าวพ้นความเป็นปุถุชนเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้ กระทั่งได้บรรลุพระนิพพานอันเกษม
โอวาทปาติโมกข์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือเนติแบบแผน ว่าด้วยการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อให้เป็นหลักปฏิบัติของมวลมนุษยชาติ  ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้กี่พระองค์แล้วก็ตาม ก็ยังคงมีการสืบทอดและให้ยึดหลักการนี้ไว้เป็นแนวทางในการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอน
เมื่อเราปรารถนาบุญใหญ่ และอยากจะให้ชีวิตของเราสมบูรณ์ ก็ต้องทำตามโอวาทของพระพุทธองค์ และปฏิบัติให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ เพราะบุญกุศล ความบริสุทธิ์ อานุภาพอันไม่มีประมาณ ล้วนประชุมรวมกันอยู่ในกลางพระธรรมกาย ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของเราและมนุษย์ทุกๆ คนในโลก ถ้าทุกคนทั่วโลกได้เข้าถึงพระธรรมกาย โลกก็จะพบกับสันติสุขที่แท้จริง สันติภาพอันถาวรก็จะบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามหลักโอวาทปาติโมกข์จึงเป็นการสร้างสันติสุขที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นในโลก
คุณครูไม่ใหญ่
 ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙


1