ยิ่งยามป่วยไข้..ยิ่งต้องอยู่ในบุญ

ยิ่งยามป่วยไข้..ยิ่งต้องอยู่ในบุญ
คำไม่เล็กของคุณครูไม่ใหญ่มินิ 1





ในช่วงชีวิตหนึ่งของเรา
ต้องมีโอกาสไปนอนบนเตียงคนป่วย
เมื่อถึงตอนนั้น...
ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมา
ช่วยอะไรเราไม่ได้ ต้องสาดทิ้งหมด
จะเป็นเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์
มีแต่พุทธศาสตร์...
ความรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ที่จะช่วยให้เราเป็นคนป่วยที่สง่างาม
ป่วยอย่างองอาจ
๓๑ มีนาคม พ.. ๒๕๓๕


เมื่อยามที่เราอยู่บนเตียงผู้ป่วย
ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่เรียนมาในโลกนี้
ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย
แต่บุญบารมีที่สั่งสม
โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไข
สามารถช่วยเราได้
แม้ถอดกายไปในตอนนี้
ก็ไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัย
๗ ธันวาคม พ.. ๒๕๔๐


ทำความดีสักครั้ง
อย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
แล้วเราจะนำไปใช้ได้อีกหลายครั้ง
แม้กระทั่งบนเตียงผู้ป่วย
๗ ธันวาคม พ.. ๒๕๔๐


ในยามที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย
ให้ใจอยู่ในบุญ
ใจอยู่กับตัวเอง
๑๙ มกราคม พ.. ๒๕๔๗


เมื่อยามเจ็บป่วย ให้ใจอยู่ในบุญ
ต้องทำใจให้เบิกบาน
ให้อยู่เหนือความทุกข์ ความวิตกกังวล
๕ มีนาคม พ.. ๒๕๔๕


การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดา
อย่าหวั่นไหว ทำใจนิ่งๆ
ถึงแม้จะสะดุ้งหวาดกลัวแค่ไหน
ก็ทำเฉยๆ...
แล้วบุญจะได้ช่องคอยดูแลเรา
๑๙ มกราคม พ.. ๒๕๔๗


ผู้ป่วยที่อยู่ตามโรงพยาบาล
ถ้าได้ศึกษาเรียนรู้
เรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต
แล้วเตรียมตัวเตรียมใจ
ให้อยู่ในบุญกุศล ในความดี
ก็จะไม่เหงา ไม่เฉาชีวิต ไม่เครียด
ไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเลย
๖ พฤษภาคม พ.. ๒๕๔๗


เมื่อเรานอนป่วยอยู่โรงพยาบาล
อย่าเอาใจไปอยู่กับครอบครัว
อย่าไปคิดเรื่องธุรกิจการงาน
ทำใจให้สงบนิ่งๆ นึกถึงบุญอย่างเดียว
ตอนนั้นเราต้องอาศัยบุญเป็นหลัก
๑๙ มกราคม พ.. ๒๕๔๗


เราจะไม่มัวมาทอดอาลัยตายอยาก
อยู่บนเตียงคนป่วย
จะไม่คิดว่า...เรากำลังนอนป่วย
แต่คิดว่า...เรากำลังพักผ่อน
หลังจากที่เราตรากตรำทำงานมายาวนาน
รถยังต้องเข้าอู่ซ่อม เราก็มาพักผ่อน
พักกายพักใจของเราด้วยการปฏิบัติธรรม
๖ พฤษภาคม พ.. ๒๕๔๗


เวลาเราจะเข้าไปโรงพยาบาล
เพื่อตรวจสุขภาพ
ทำใจของเราให้เป็นปกติ อย่าวิตกกังวล
ระลึกนึกถึงบุญที่เราได้ทำผ่านมา
แล้วอธิษฐานจิต ให้เจอหมอดี ยาดี
ภาวนา สัมมาอะระหังในใจไปเรื่อยๆ
๑๙ มกราคม พ.. ๒๕๔๗


ผู้เยี่ยมไข้ อย่านำเรื่องร้อนอกร้อนใจ
ไปเล่าให้คนป่วยฟัง
พูดเรื่องบุญ เรื่องธรรมะให้ฟัง
จะทำให้ผู้ไข้มีจิตใจที่บันเทิงในบุญ
บันเทิงในธรรม
หนักก็จะเป็นเบา เบาก็จะหาย
ถ้าตายก็ไปดี
๑๙ มกราคม พ.. ๒๕๔๗


เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย
ต้องรักษาใจให้ใสๆ
๒๐ สิงหาคม พ.. ๒๕๔๕


ตอนเราอยู่บนเตียงคนป่วย ใกล้จะละโลก
ใจต้องไม่คิดอะไรเลย ที่เป็นของชั่วคราว
ไม่เป็นสาระแก่นสาร เป็นที่พึ่งไม่ได้
นอกจากเรื่องบุญกุศล
คุณงามความดีของเรา กับธรรมะ
ดังนั้น หัดปลดปล่อยวาง ทำใจให้ว่างๆ
๑๔ กรกฎาคม พ.. ๒๕๔๕


ครองตัวเป็นโสด ไม่มีครอบครัว
แต่มีญาติมาคอยดูแล
ในยามเจ็บป่วยเป็นอย่างดี
เพราะมีบุญที่เคยสงเคราะห์ญาติ
และบุญที่มีความกตัญญูกตเวที
ต่อบิดามารดา มารวมส่งผล
๒ ธันวาคม พ.. ๒๕๔๙


อย่าประมาทในชีวิต
หมั่นสั่งสมคุณความดีเอาไว้เยอะๆ
ที่สำคัญและง่ายที่สุด
คือ ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึง
พระธรรมกายให้ได้
พระธรรมกายนี่แหละ
จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของเรา
ไม่ว่าเราจะอยู่บนเตียงคนป่วย
หรืออยู่ในสถานการณ์คับขันใดๆ ก็ตาม
๕ ตุลาคม พ.. ๒๕๔๕

 พระธรรมกายในตัว
จะเป็นป้อม เป็นค่าย
คอยปกป้องผองภัย
แต่ถ้าหากเราเจอวิบากกรรม
ที่เราทำมา...มันหนักหนาสาหัส
หนักก็จะเป็นเบา เบาก็หาย
หรือถ้าตาย...ก็ไปดี

๕ ตุลาคม พ.. ๒๕๔๕

จะยิ้มได้เมื่อภัยมา
ก็ต่อเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายนี่แหละ
ถ้ายังไม่ถึงล่ะก็...ยิ้มยาก
เวลาเจอภัย...
มันจะหดหู่ใจ จะหมองใจ
ต้องถึงพระธรรมกายถึงจะยิ้มได้
ใจมันจะใสๆ สว่างไสว
๕ ตุลาคม พ.. ๒๕๔๕


พระธรรมกายนี่แหละ
เป็นที่พึ่งของเรา
ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
เข้าถึงแล้วย่อมบันเทิงทั้งในโลกนี้
ละโลกไปแล้วก็บันเทิงในโลกหน้าด้วย
ต้องทำให้ได้ตั้งแต่เป็นกายมนุษย์นะลูกนะ
วันหนึ่งเราทุกคน
จะต้องไปเจอสภาวะที่คับขัน
เราจะต้องเปลี่ยนแปลงสภาวะนั้น
ให้เป็นสภาวะแห่งสันติสุข
สุขด้วยการอยู่ในอู่แห่งทะเลบุญ
ในกลางพระธรรมกายของเรา
ให้เห็นท่าน ชัด ใส แจ่ม
ให้ได้ตลอดเวลาเลย
๕ ตุลาคม พ.. ๒๕๔๕